posted on 02 Apr 2008 02:26 by renkung in ME
โอกาสเป็นสิ่งหายาก ไม่ว่าจะเป็นโอกาสอะไรก็แล้วแต่ มันมักจะมีตัวอะไรมาขัดขวาง แต่เมื่อมันมาแล้ว มันก็จะจากไปอย่างรวดเร็ว
และจะไม่มีวันกลับมาใหม่ บางครั้งมันก็มาแบบไม่ให้รู้ตัว แล้วก็จากไปแบบเงียบ ๆ โดยที่เรายัง งง ๆ
วันนี้ผมได้เจอกับโอกาส และคนที่ผมชอบ
เธอเป็นรุ่นน้องผมปีนึง เรียนอยู่ที่สถาบันเดียวกัน ในปีนี้เราทั้งคู่จบจากสถาบันที่ว่านี้หละ ผมมองเธอมานานถึง 3 ปีโดยที่ไม่ได้เข้าไปทำความรู้จักเธอเลย
เดินผ่านกันบ้าง ผมก็ได้แต่มองตาม โดยที่เธอไม่รู้ตัวหรืออาจจะรู้แต่ผมไม่รู้ ในครั้งสุดท้ายที่เจอกันคือวันที่ผมไปดูประกาศผลสอบในเทอมนี้ เราเดินผ่านกันไป ผมไม่ได้หันไปมองเธอเพราะว่าตอนนั้นกำลังรีบ แต่บางทีเธออาจจะหันกลับมามองผม
และในวันนี้มันเป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อ ในขณะที่ผมนั่งรถตู้เพื่อไปทำงานนั่งมองคนในรถไปเรื่อยเปื่อย ก็มองไปยังเบาะหน้า เห็นหน้าเพียงเสี้ยวเดียวแต่ด้วยรูปหน้าเธอแล้วคงจะสวยไม่หยอก
นั่งจนกระทั่งมาถึงมาบุญคลองจุดที่คนลงรถเยอะมาก แต่เธอไม่ลง "สงสัยเธอคงจะไปลงที่เวิลเทรดหละมั้งเนี่ย อดเห็นหน้าเลย"พอถึงสยามเซ็นเตอร์เธอก็ลง ผมก็ลงเพราะต้องเดินจากตรงนี้ไปยังร้านที่ทำงานอยู่
พอลงมาได้ซักพักก็หันไปเห็นเธอ แต่ตัวผมเองยังไม่แน่ใจนักเท่าไรก็เดินไปจ้องหน้าเธอไปจนกระทั่งเธอรู้ตัว และตัวผมนั้นมั่นใจว่าจำไม่ผิดคนแล้ว แต่ว่าในผมดันฟ่อเป็นแอปเปิ้ลเข้าไมโครเวฟเสียแล้วสิ
ด้วยความขลาดเขลาของตัวผมเองจึงได้เดินหลบเข้าไปในห้างแทนที่จะเข้าไปทักทายเธอ
ตอนนี้ ตัวผมเองรู้สึกว่าช่างขี้ขลาดและโง่บัดซบจริง ๆ เลย ถ้าหากว่าตอนนั้นเพิ่มดีกรีความกล้า และหยุดลนป่านนี้คงได้รู้จักเธอแล้ว
ผมอยากจะตะโกนบอกฟ้า ว่าขอโอกาสอีกซักหน หรือช่วยย้อนเวลาในตอนนั้นให้กลับมาใหม่ได้ไหม
ถนนที่เราเริ่มเดินกันมาตั้งแต่จำความได้
ตั้งแต่สมัยที่เรายังร้องไห้ ขี้มูกโป่งกลับบ้านตอนที่แม่มาส่ง
ในชั้นอนุบาล 1 ที่เราเรียน 4 ชั่วโมงต่อวัน และหลับอีก 2 ชั่วโมง
เพื่อรอให้แม่มารับหรือให้รถโรงเรียนไปส่ง
พอขึ้นอนุบาล 3 กับการเรียนที่เปลี่ยนไป เรียนวันละ 7 ชั่วโมง
พอขึ้น ป. 1 ก็เรียนกันแบบมึน ๆ เข้าไป 8 ชั่วโมงต่อวัน
เรียนกันแบบมึน ๆ การบ้านไม่ค่อยจะทำส่ง ก็จบกันมากับความรู้ในหัวพอประมาณ (แต่คณิตศาสตร์ กับ อังกฤษ ห่วยแตกมาก)
เรียนกันจนจบ ป.6 ได้ยังไงไม่รู้ ตอนช่วง ป.6 ใหม่ ๆ นี่ยังไม่รู้อะไรเลย
ชีวิตใครก็ได้ลิขิตให้หน่อย พ่อบอก รร.นี้ดีเหล่าลูกพี่ลูกน้องก็ไปเรียนกัน (โรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งแถวบ้าน)
พ่อบอกอย่างนั้นก็นั่งรถจักรยานแม่ไปซื้อใบสมัคร ในยุคนั้นมีการจับฉลากสำหรับเด็กในพื้นที่ ซึ่งบ้านผมก็อยู่แถวนั้นด้วย
ถึงวันไปจับก็เหรอ ๆ หลา ๆ ไปจับกันแบบมึน ๆ ตอนหยิบขึ้นมาก็ลุ้นระทึกดีหละ เปิดออกมาก็ผ่าน
จับได้ปุ๊ปก็จับลงทะเบียนปั๊ป แป๊ปเดียวกลายเป็นเด็กมัธยมไปซะแล้ว
ในช่วงชั้น มัธยมต้นไม่มีอะไรมาก เรียนทุกวิชาก็ผ่านหมด ยกเว้น คณิตศาสตร์ ม.2 ม.3 เจอกลางภาคทีไรตกทุกที (แล้วกระแดะอยากเรียนคอม)
ผิดกับวิชาสังคมที่เกรด ไม่ 3ก็ 4 ม.ต้นยุคนี้เด็กไม่บ้าระห่ำเรียนพิเศษซักเท่าไร ร้อยละ 5 ที่จะเรียนพิเศษ และโดยส่วนมากแล้วเป็นผู้หญิง
ในขณะที่ยุคเราขึ้น ม.ปลาย เด็ก ม.ต้นรุ่นนี้เรียนพิเศษเหมือนกับเตรียมตัวไปออกรบ เรียนกันจนหมด 2 วันแห่งการพักผ่อน
เมื่อ จบ ม.ต้นอันแสนสุขใจสบายอุรามา ก็ปีกกล้าขาแข็งหลบหนีการบ้านกองเท่าภูเขา ของเด็ก ม.ปลายไปเรียนสายอาชีพ.
.
.
.
ณ โรงเรียนอาชีวฯชื่อก้องโลกแห่งหนึ่ง เด็กชายตัวน้อยเหมือนกำลังเข้ามาอยู่ในฝูงตะเข้น้อย ในขณะที่เหล่าเพื่อนพ้องที่บอกว่าจะมาด้วยกันได้กลับใจ
เดินทางเข้าสู่ลู่ทางที่ควรจะเป็น ปล่อยให้เราเดินหลงทางในวังพญาเข้อยู่คนเดียว เข้ามาเจอเพื่อนในห้องก็แทบจะหนาวซะแล้ว
มี 2 ผู้หลงทางเพศชาย กับ ตะเข้ทั้ง5 และกองทัพนารีอีก 40 คน
เทอมแรกผ่านไปได้ด้วยดีเกรดสวยพอประมาณ ชีวิตการเรียนที่อิสระยังพอควบคุมได้
พอมาเทอมที่สอง ผู้หลงทางทั้ง 2 เริ่มทำการเข้าพวกกับตะเข้โดยทำการเลียนแบบสีผิวและพฤติกรรมให้เหมือนที่สุด
แต่ดูเหมือนจะไม่เป็นดังคิด เพราะยังไงตะเข้ก็ยังไม่เชื่อว่าเป็นพวกเดียวกันและยังปล่อยให้ทั้งคู่โดดเดี่ยวกันต่อไป
จนกระทั่งเหตุการเริ่มเข้าสู่กลางเทอม ตะเข้บางตัวเริ่มพลัดถิ่น หายไปโดยไม่บอกไม่กล่าว และหายไปทีละตัว ๆ จนสุดท้าย ก็เหลือเพียงผู้หลงทาง 2 คน ท่ามกลางผู้หญิง 40 คน
ความมั่นใจชักหาย ตอนหลัง ๆ เพื่อนก็กลายร่างเป็นตะเข้กันไปซะอย่างนั้นก่อนที่มันจะหายไปแล้วทิ้งเราไว้เพียงคนเดียว
เทอมนี้ดูเหมือนจะเป็นมรสุมหนัก รอดตายมา 4 วิชา ที่เหลือ ดับแดดิ้นอยู่ในใบเกรด คาดว่าหน่วยกู้ชีพคงมาไม่ทัน มันเลยกลายร่างเป็นเกรดอักษรไป
ดูเหมือนจะผ่านพ้นปีหนึ่งมาได้ พร้อมกับเริ่มตื่นตัวกับเส้นทางที่ต้องเดินต่อไปในอนาคต "มหาวิทยาลัย" ที่ไกลสุดเอื้อม ในขณะนี้ชีวิตการเรียนที่อิสระกำลังทำร้ายเราเพราะเราเองที่ไม่รู้จักดูแลชีวิต
.
พอขึ้นปี 2 เพื่อนในปีหนึ่งที่ดูเหมือนจะพลัดไปบัญชีกันเกือบหมดห้อง เพราะมีหลงมาอยู่ คอมฯ 3 คน (มันมาได้ไงวะ)
เพื่อนใหม่ กลุ่มใหม่ ผู้ชาย 7 คน และผู้หญิงอีก 19 คน รวมแล้ว 26 คน ดูเหมือนการเข้ากลุ่มจะเป็นไปด้วยดี
การเรียนเป็นไปด้วยดี เรียนกันสนุกสนาน พร้อมกับวิ่งไล่แก้วิชาเก่า ๆ ที่ไม่ผ่าน ชีวิตรันทดดีเหลือเกิน
ช่วงชีวิตที่ดูเหมือนจะดี แต่มันกลับไม่ดีเอาซะดื้อ ๆ อย่างนั้นหละ เพราะว่าเก็บตัวที่ผ่านไม่ทัน มันจึงเกิดอาการแปลงร่างเป็น "อรหัน ทองคำ" หรือเรียกอีกอย่างว่า เด็กค้างปี
ก็ต้องมานั่งแก้ เป็นการเรียนที่สบายมาก เทอม 1 แก้ 2 ตัว มาโรงเรียน 2 วัน เทอม 2 แก้ 1 ตัว มาโรงเรียน 1 วัน
และแล้ว เราก็จบซะที มหาลัย อยู่แค่เอื้อม แต่ เด็กที่เรียนสายอาชีพแต่ต้องไปแข่งกับสายสามัญ ดูเหมือนจะเสียเปรียบ ทั้งเรื่อง Onet Anet และอีกสารพัดอย่าง
ซึ่ง ณ ตอนนี้การแข่งขันทางด้านการศึกษาอยู่ในขั้นที่เรียกว่าหากใครพลาด อาจถูกเหยียบจมดินได้ เพราะว่าค่านิยมในชื่อเสียงของสถาบันการศึกษา
ในหมู่แม่บ้านที่มีลูกในระดับที่กำลังจะเข้ามหาลัย จะมีเรื่องให้อวดกันใหญ่ในช่วงนี้ ยิ่งลูกใครสอบเข้า จุฬาฯ ธรรมศาสตร์ ได้นี่หน้าบานกันยกใหญ่ทีเดียว
.
และในส่วนของตัวผมเอง ที่ดูเหมือนจะตัดสินใจผิดพลาด ที่ไม่เลือกสอบโอเน็ท เพียงเพราะคิดว่าสอบตรงก็น่าจะไปรอด ตอนนี้ดูเหมือนชะตากรรมด้านการศึกษาจะแขวนไว้บนเส้นด้ายเส้นบาง ๆ
เพราะ ถ้าหากว่าไม่สามารถผ่านเข้าไปเรียนได้ ยิ่งดูจากจำนวนคนที่ไปสอบกับทางสถาบันที่รับแล้ว ยิ่งแทบจะเป็นไปไม่ได้ทีเดียว รับ 60 สอบกัน 700 กว่าคน (เฉพาะคณะที่ผมเลือกสอบ)
ดูเหมือนจะเป็นแสงสว่างที่ริบหรี่ยิ่งกว่าแสงหิ่งห้อยเสียอีก ถ้าหากเลือกได้อีกหนก็คงจะไปสอบ Anet ไปนั่งมั่วเล่น ๆ ให้มีคะแนนเผื่อสำหรับยื่นในรอบเอื้ออาทร
แต่ตอนนี้ก็คงได้แต่ทำใจ ถ้าหากไม่ติดก็คงต้องระเห็จไปเรียนเอกชน .
.
.
ปล. อยากให้ กระทรวงศึกษาธิการ แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านวุฒิที ถึงแม้จะมีโควต้า และอีกสารพัด แต่ดูเหมือนจะช่วยได้ไม่หมด เพราะตอนนี้วุฒิ ปวช. เงินเดือนได้มากสุด ๆ ก็คงไม่พ้น 5000 บาท ช่างเป็นเงินเดือนที่ไม่รู้ว่าจะพอใช้รึเปล่า