Feel

ถนนที่เราเริ่มเดินกันมาตั้งแต่จำความได้
ตั้งแต่สมัยที่เรายังร้องไห้ ขี้มูกโป่งกลับบ้านตอนที่แม่มาส่ง
ในชั้นอนุบาล 1 ที่เราเรียน 4 ชั่วโมงต่อวัน และหลับอีก 2 ชั่วโมง
เพื่อรอให้แม่มารับหรือให้รถโรงเรียนไปส่ง
พอขึ้นอนุบาล 3 กับการเรียนที่เปลี่ยนไป  เรียนวันละ 7 ชั่วโมง
พอขึ้น ป. 1 ก็เรียนกันแบบมึน ๆ เข้าไป 8 ชั่วโมงต่อวัน
เรียนกันแบบมึน ๆ การบ้านไม่ค่อยจะทำส่ง ก็จบกันมากับความรู้ในหัวพอประมาณ (แต่คณิตศาสตร์ กับ อังกฤษ ห่วยแตกมาก)
เรียนกันจนจบ ป.6 ได้ยังไงไม่รู้ ตอนช่วง ป.6 ใหม่ ๆ นี่ยังไม่รู้อะไรเลย
ชีวิตใครก็ได้ลิขิตให้หน่อย พ่อบอก รร.นี้ดีเหล่าลูกพี่ลูกน้องก็ไปเรียนกัน (โรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งแถวบ้าน)
พ่อบอกอย่างนั้นก็นั่งรถจักรยานแม่ไปซื้อใบสมัคร ในยุคนั้นมีการจับฉลากสำหรับเด็กในพื้นที่ ซึ่งบ้านผมก็อยู่แถวนั้นด้วย
ถึงวันไปจับก็เหรอ ๆ หลา ๆ ไปจับกันแบบมึน ๆ ตอนหยิบขึ้นมาก็ลุ้นระทึกดีหละ เปิดออกมาก็ผ่าน
จับได้ปุ๊ปก็จับลงทะเบียนปั๊ป แป๊ปเดียวกลายเป็นเด็กมัธยมไปซะแล้ว
ในช่วงชั้น มัธยมต้นไม่มีอะไรมาก เรียนทุกวิชาก็ผ่านหมด ยกเว้น คณิตศาสตร์ ม.2 ม.3 เจอกลางภาคทีไรตกทุกที (แล้วกระแดะอยากเรียนคอม)
ผิดกับวิชาสังคมที่เกรด ไม่ 3ก็ 4 ม.ต้นยุคนี้เด็กไม่บ้าระห่ำเรียนพิเศษซักเท่าไร ร้อยละ 5 ที่จะเรียนพิเศษ และโดยส่วนมากแล้วเป็นผู้หญิง
ในขณะที่ยุคเราขึ้น ม.ปลาย เด็ก ม.ต้นรุ่นนี้เรียนพิเศษเหมือนกับเตรียมตัวไปออกรบ เรียนกันจนหมด 2 วันแห่งการพักผ่อน
เมื่อ จบ ม.ต้นอันแสนสุขใจสบายอุรามา ก็ปีกกล้าขาแข็งหลบหนีการบ้านกองเท่าภูเขา ของเด็ก ม.ปลายไปเรียนสายอาชีพ.
.
.
.
ณ โรงเรียนอาชีวฯชื่อก้องโลกแห่งหนึ่ง เด็กชายตัวน้อยเหมือนกำลังเข้ามาอยู่ในฝูงตะเข้น้อย ในขณะที่เหล่าเพื่อนพ้องที่บอกว่าจะมาด้วยกันได้กลับใจ
เดินทางเข้าสู่ลู่ทางที่ควรจะเป็น ปล่อยให้เราเดินหลงทางในวังพญาเข้อยู่คนเดียว เข้ามาเจอเพื่อนในห้องก็แทบจะหนาวซะแล้ว
มี 2 ผู้หลงทางเพศชาย กับ ตะเข้ทั้ง5 และกองทัพนารีอีก 40 คน
เทอมแรกผ่านไปได้ด้วยดีเกรดสวยพอประมาณ ชีวิตการเรียนที่อิสระยังพอควบคุมได้
 พอมาเทอมที่สอง ผู้หลงทางทั้ง 2 เริ่มทำการเข้าพวกกับตะเข้โดยทำการเลียนแบบสีผิวและพฤติกรรมให้เหมือนที่สุด
แต่ดูเหมือนจะไม่เป็นดังคิด  เพราะยังไงตะเข้ก็ยังไม่เชื่อว่าเป็นพวกเดียวกันและยังปล่อยให้ทั้งคู่โดดเดี่ยวกันต่อไป
จนกระทั่งเหตุการเริ่มเข้าสู่กลางเทอม ตะเข้บางตัวเริ่มพลัดถิ่น หายไปโดยไม่บอกไม่กล่าว และหายไปทีละตัว ๆ จนสุดท้าย ก็เหลือเพียงผู้หลงทาง 2 คน ท่ามกลางผู้หญิง 40 คน
ความมั่นใจชักหาย ตอนหลัง ๆ เพื่อนก็กลายร่างเป็นตะเข้กันไปซะอย่างนั้นก่อนที่มันจะหายไปแล้วทิ้งเราไว้เพียงคนเดียว
เทอมนี้ดูเหมือนจะเป็นมรสุมหนัก รอดตายมา 4 วิชา ที่เหลือ ดับแดดิ้นอยู่ในใบเกรด คาดว่าหน่วยกู้ชีพคงมาไม่ทัน มันเลยกลายร่างเป็นเกรดอักษรไป
ดูเหมือนจะผ่านพ้นปีหนึ่งมาได้ พร้อมกับเริ่มตื่นตัวกับเส้นทางที่ต้องเดินต่อไปในอนาคต "มหาวิทยาลัย" ที่ไกลสุดเอื้อม  ในขณะนี้ชีวิตการเรียนที่อิสระกำลังทำร้ายเราเพราะเราเองที่ไม่รู้จักดูแลชีวิต

 .
พอขึ้นปี 2 เพื่อนในปีหนึ่งที่ดูเหมือนจะพลัดไปบัญชีกันเกือบหมดห้อง เพราะมีหลงมาอยู่ คอมฯ 3 คน (มันมาได้ไงวะ)
เพื่อนใหม่ กลุ่มใหม่ ผู้ชาย 7 คน และผู้หญิงอีก 19 คน รวมแล้ว 26 คน ดูเหมือนการเข้ากลุ่มจะเป็นไปด้วยดี
การเรียนเป็นไปด้วยดี เรียนกันสนุกสนาน พร้อมกับวิ่งไล่แก้วิชาเก่า ๆ ที่ไม่ผ่าน ชีวิตรันทดดีเหลือเกิน
ช่วงชีวิตที่ดูเหมือนจะดี แต่มันกลับไม่ดีเอาซะดื้อ ๆ อย่างนั้นหละ เพราะว่าเก็บตัวที่ผ่านไม่ทัน มันจึงเกิดอาการแปลงร่างเป็น "อรหัน ทองคำ" หรือเรียกอีกอย่างว่า เด็กค้างปี
ก็ต้องมานั่งแก้ เป็นการเรียนที่สบายมาก เทอม 1 แก้ 2 ตัว มาโรงเรียน 2 วัน เทอม 2 แก้ 1 ตัว มาโรงเรียน 1 วัน
และแล้ว เราก็จบซะที มหาลัย อยู่แค่เอื้อม แต่ เด็กที่เรียนสายอาชีพแต่ต้องไปแข่งกับสายสามัญ ดูเหมือนจะเสียเปรียบ ทั้งเรื่อง Onet Anet และอีกสารพัดอย่าง
ซึ่ง ณ ตอนนี้การแข่งขันทางด้านการศึกษาอยู่ในขั้นที่เรียกว่าหากใครพลาด อาจถูกเหยียบจมดินได้ เพราะว่าค่านิยมในชื่อเสียงของสถาบันการศึกษา
ในหมู่แม่บ้านที่มีลูกในระดับที่กำลังจะเข้ามหาลัย จะมีเรื่องให้อวดกันใหญ่ในช่วงนี้ ยิ่งลูกใครสอบเข้า จุฬาฯ ธรรมศาสตร์ ได้นี่หน้าบานกันยกใหญ่ทีเดียว
.
และในส่วนของตัวผมเอง ที่ดูเหมือนจะตัดสินใจผิดพลาด ที่ไม่เลือกสอบโอเน็ท เพียงเพราะคิดว่าสอบตรงก็น่าจะไปรอด ตอนนี้ดูเหมือนชะตากรรมด้านการศึกษาจะแขวนไว้บนเส้นด้ายเส้นบาง ๆ
เพราะ ถ้าหากว่าไม่สามารถผ่านเข้าไปเรียนได้ ยิ่งดูจากจำนวนคนที่ไปสอบกับทางสถาบันที่รับแล้ว ยิ่งแทบจะเป็นไปไม่ได้ทีเดียว รับ 60 สอบกัน 700 กว่าคน (เฉพาะคณะที่ผมเลือกสอบ)
ดูเหมือนจะเป็นแสงสว่างที่ริบหรี่ยิ่งกว่าแสงหิ่งห้อยเสียอีก ถ้าหากเลือกได้อีกหนก็คงจะไปสอบ Anet ไปนั่งมั่วเล่น ๆ ให้มีคะแนนเผื่อสำหรับยื่นในรอบเอื้ออาทร
แต่ตอนนี้ก็คงได้แต่ทำใจ ถ้าหากไม่ติดก็คงต้องระเห็จไปเรียนเอกชน .
.
.
ปล. อยากให้ กระทรวงศึกษาธิการ แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านวุฒิที ถึงแม้จะมีโควต้า และอีกสารพัด แต่ดูเหมือนจะช่วยได้ไม่หมด เพราะตอนนี้วุฒิ ปวช. เงินเดือนได้มากสุด ๆ ก็คงไม่พ้น 5000 บาท ช่างเป็นเงินเดือนที่ไม่รู้ว่าจะพอใช้รึเปล่า

เคยอ่านผ่านตามาครั้งหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้
เค้าบอกว่า ถ้าผู้ใดบอกว่ารู้จักผู้หญิงเป็นอย่างดี คนนั้นไม่รู้จักผู้หญิงเลย
ถ้าหากผู้หญิง ตอบว่า ใช่ อาจหมายถึง ว่าอาจจะใช่ หรือ ไม่ใช่
ถ้าหากผู้หญิง ตอบว่า อาจจะใช่ หมายถึง อาจจะใช่ หรือ ไม่ใช่
ถ้าหากผู้หญิง ตอบว่า ไม่ใช่ หมายถึง อาจจะใช่ หรือไม่ใช่

แล้วแบบนี้ผู้ชายโง่ ๆ อย่างเราจะไปรู้เรอะว่าเวลาจีบ แล้วผู้หญิงเขาคิดอะไรของเขาอยู่ ปากบอกไม่ชอบแต่ลึก ๆ ก็อยากให้เขาจีบต่อ รึว่าอยากจะไล่เราไปไกล ให้พ้นหูพ้นตา

ครั้งแรกที่เจอ บอกปฏิเสธแค่ครั้งเดียวก็จบและ แต่พักหลังเหมือนจะ Level up
เริ่มรู้อะไรมากขึ้น บางทีถึงแม้จะไม่ได้บอกว่าชอบตรง ๆ แต่จริง ๆ แล้วลึก ๆ อาจจะเกลีดยกันเลยก็ได้ (= =)a
หรือว่าบางทีอาจจะตอบปฏิเสธเพื่อไว้เชิง แต่ก็ยังอยากให้เราคุยกับเค้าต่อไป
แต่บางทีเจอไอ้ที่หนักกว่านั้นคือไม่ได้คิดอะไรแต่แรกแล้วบอกเป็นเพื่อนกัน
เจอแบบนี้ไปร้องไห้กับแมวที่บ้านได้สถานเดียวเพราะเค้าคงไม่มีทางเปลี่ยนความคิดเป็นอย่างอื่นแล้วหละ

มันไม่มีอะไรแน่นอนจริง ๆ เลย แถมบางทีช่วยคนอื่นซะจนมีแฟนแต่ตัวเองยังต้องเป็นหมาหงอยต่อไป
แถมบางทีโชคร้ายไปเจอประเภทเจ้าชู้ มีกั๊กไว้เป็นกระตั๊ก ทำเอาเบื่อโลกไปหลายวัน
หนักกว่านั้นคือพวกมีแฟนแล้วยังอุตส่าจะทำโสดอีก พวกนี้อันตรายนักบางทีมันอาจทำให้เราเจ็บตัวได้

ถึงแม้จะบอกว่าอยู่อย่างนี้ก็สบายดี แต่ในใจลึก ๆ แล้วก็อยากมีซักคน แต่ว่า



ผู้หญิงสมัยนีีีีี้อันตรายเนาะ